กองทุนอินเดีย หรือ เวียดนาม ดีกว่ากัน คำตอบสั้นก่อนลงรายละเอียด
คำถามว่า กองทุนอินเดีย หรือ เวียดนาม ดีกว่ากัน ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคน เพราะสองตลาดนี้ให้ผลตอบแทนและความเสี่ยงคนละแบบ อินเดียเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคในประเทศของประชากรกว่า 1,400 ล้านคน ส่วนเวียดนามเป็นตลาดขนาดเล็กกว่า เติบโตจากการส่งออกและการย้ายฐานการผลิต และผันผวนกว่ามาก
สรุปแบบตรงไปตรงมา คนที่ต้องการตลาดเกิดใหม่ที่มีสภาพคล่องสูงและความผันผวนน้อยกว่า มักเริ่มที่อินเดีย ส่วนคนที่รับความผันผวนได้มากและถือยาวพอ อาจใช้เวียดนามเป็นส่วนเสริมในพอร์ต หลายคนเลือกถือทั้งสองตลาดในสัดส่วนต่างกัน
|
หัวข้อ |
อินเดีย |
เวียดนาม |
|---|---|---|
|
ขนาดตลาด |
ใหญ่ อยู่ในกลุ่มตลาดหุ้นใหญ่ของโลก |
เล็กกว่ามาก กำลังยกระดับสถานะตลาด |
|
ตัวขับเคลื่อนหลัก |
การบริโภคในประเทศ บริการ เทคโนโลยี การเงิน |
การส่งออก การผลิต อสังหาริมทรัพย์ ธนาคาร |
|
ความผันผวน |
ปานกลางถึงสูง |
สูง |
|
ประเด็นที่ต้องระวัง |
ระดับราคาหุ้นเทียบกำไร (Valuation) มักสูงกว่าตลาดอื่น |
สภาพคล่องต่ำ นักลงทุนรายย่อยมีสัดส่วนสูง นโยบายเปลี่ยนเร็ว |
บทความนี้เปรียบเทียบผลตอบแทน ความเสี่ยง ค่าธรรมเนียมกองทุนรวมที่ขายในไทย วิธีซื้อผ่านแอป และแนวทางจัดพอร์ต ข้อมูล ณ เดือนตุลาคม 2569 บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนเฉพาะบุคคล การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและหนังสือชี้ชวนก่อนตัดสินใจ
เปรียบเทียบผลตอบแทน กองทุนรวมหุ้นเวียดนาม หุ้นอินเดีย
ภาพรวม 1 ปีที่ผ่านมาไม่สดใสทั้งสองตลาด กองทุนหุ้นอินเดียที่ขายในไทยติดลบทุกกองในกลุ่มตัวอย่าง ส่วนกองทุนเวียดนามส่วนใหญ่ติดลบเช่นกัน มีเพียงบางกองที่พลิกเป็นบวกเล็กน้อย ข้อมูลรายกองดูได้จากหน้าผลตอบแทนของ WealthMagik
ช่องว่างระหว่างดัชนีกับกองทุนเวียดนาม
จุดที่น่าสนใจที่สุดคือ ดัชนี MSCI Vietnam ที่ปรับเป็นเงินบาทให้ผลตอบแทน 1 ปีเป็นบวกสูง ตาม Fund Factsheet ของ K-VIETNAM-SSF แต่กองทุนแบบบริหารเชิงรุก (Active Fund) หลายกองกลับติดลบ ตัวเลขนี้บอกว่าผลตอบแทนของตลาดเวียดนามช่วงที่ผ่านมากระจุกอยู่ในหุ้นบางกลุ่ม กองทุนที่ไม่ได้ถือหุ้นกลุ่มนั้นในน้ำหนักเท่าดัชนีจึงตามไม่ทัน การเลือกกองทุนเวียดนามจึงต้องดูกลยุทธ์ของผู้จัดการกองทุน ไม่ใช่ดูแค่ว่าเป็นกองทุนเวียดนาม
ผลตอบแทนระยะยาวดูอย่างไร
ในกรอบ 3 ปี กองทุนเวียดนามหลายกองยังให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีเป็นบวกเล็กน้อย ส่วนกองทุนอินเดียหลายกองอยู่ในแดนลบ หลังจากตลาดอินเดียขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้า ตัวอย่างเช่นช่วงต้นปี 2567 กองทุนอินเดียบางกองเคยให้ผลตอบแทน 1 ปีเกิน 30% ตามที่ WealthMagik รวบรวมไว้ ภาพนี้สะท้อนว่าทั้งสองตลาดเป็นวัฏจักร ปีที่ดีและปีที่แย่สลับกันได้แรง
ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ตัวเลขข้างต้นใช้เพื่อเปรียบเทียบภาพรวมเท่านั้น
กองทุนหุ้นอินเดีย บลจ ไหนดี ค่าธรรมเนียมถูก
กองทุนหุ้นอินเดียในไทยออกโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) หลายแห่ง ส่วนใหญ่เป็นกองทุนรวมหน้าเดียว (Feeder Fund) ที่นำเงินไปลงทุนต่อในกองทุนหลักต่างประเทศ จึงต้องดูทั้งกลยุทธ์ของกองทุนหลักและค่าธรรมเนียมสองชั้น
ตัวอย่างกองทุนหุ้นอินเดียแยกตาม บลจ.
|
บลจ. |
ตัวอย่างกองทุน |
ลักษณะ |
|---|---|---|
|
บลจ.กสิกรไทย |
K-INDIA, K-INDX |
K-INDX เป็นกองทุนดัชนี อีกกองบริหารเชิงรุก |
|
บลจ.ไทยพาณิชย์ |
SCBINDIAA, SCBINDEQ(A) |
มีทั้งแบบอิงดัชนีและแบบแอคทีฟ |
|
บลจ.กรุงศรี |
KFINDIA-A, KFINDIARMF |
มีรุ่นกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund หรือ RMF) |
|
บลจ.บัวหลวง |
B-INDIAMRMF |
เน้นหุ้นขนาดกลาง ในรูปแบบ RMF |
|
บลจ.กรุงไทย |
KT-INDIA-A |
บริหารเชิงรุก |
รายชื่อในตารางใช้เป็นตัวอย่างประกอบการศึกษา ไม่ใช่การจัดอันดับหรือแนะนำให้ซื้อ
กองทุนดัชนีกับกองทุนแอคทีฟ เลือกแบบไหน
- กองทุนดัชนี (Passive Fund) ลงทุนตามดัชนี เช่น Nifty 50 ค่าธรรมเนียมการจัดการมักต่ำกว่า ผลตอบแทนใกล้เคียงตลาด เหมาะกับคนที่อยากได้ผลตอบแทนตามเศรษฐกิจอินเดียโดยรวม
- กองทุนแอคทีฟ (Active Fund) ผู้จัดการเลือกหุ้นเอง ค่าธรรมเนียมสูงกว่า อาจชนะหรือแพ้ดัชนีได้ เหมาะกับคนที่เชื่อมั่นในกลยุทธ์ของผู้จัดการ เช่น เน้นหุ้นขนาดกลางและเล็ก
วิธีดูค่าธรรมเนียมให้ครบ
- เปิดหนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ (Fund Factsheet) ของกองทุนบนเว็บไซต์ บลจ.
- ดูค่าธรรมเนียมการจัดการ ค่าธรรมเนียมการขาย (Front-end Fee) ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end Fee) และค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยน
- ดูค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายรวม (Total Expense Ratio หรือ TER) ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนต้นทุนต่อปีได้ดีที่สุด
- ตรวจว่ากองทุนหลักต่างประเทศมีค่าธรรมเนียมแยกอีกชั้นหรือไม่
- เทียบกองทุนนโยบายเดียวกันผ่านเครื่องมือเปรียบเทียบของ WealthMagik หรือข้อมูลกองทุนบน เว็บไซต์ ก.ล.ต.
ค่าธรรมเนียมต่างกันเพียง 0.5% ต่อปี ดูเหมือนน้อย แต่ถ้าถือ 10 ปี ส่วนต่างสะสมจะคิดเป็นราว 5% ของมูลค่าพอร์ต จึงควรให้น้ำหนักกับค่าธรรมเนียมพอๆ กับผลตอบแทนย้อนหลัง
ความเสี่ยงลงทุนกองทุนเวียดนาม ค่าเงิน ดัชนีผันผวน
ตลาดหุ้นเวียดนามให้โอกาสเติบโตสูง แต่มาพร้อมความเสี่ยงหลายชั้นที่มือใหม่ควรรู้ก่อนลงเงิน
ความผันผวนสูงกว่าตลาดทั่วไป
Fund Factsheet ของกองทุน K-VIETNAM-SSF แสดงค่าความผันผวน (Standard Deviation) ของกองทุนช่วง 1 ปีราว 21.5% และของดัชนีชี้วัดราว 25.5% (ที่มา) หมายความว่าในปีปกติ มูลค่าอาจแกว่งขึ้นลงได้มากกว่า 20% จากค่าเฉลี่ย ใครที่รับการขาดทุนชั่วคราวระดับนี้ไม่ได้ ไม่ควรถือกองทุนเวียดนามในสัดส่วนสูง
ความเสี่ยงจากค่าเงิน
กองทุนที่ไม่ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (Unhedged) ได้รับผลจากทั้งราคาหุ้นและค่าเงินด่องเทียบกับเงินบาท ถ้าค่าเงินด่องอ่อนลงเมื่อเทียบกับบาท ผลตอบแทนในรูปเงินบาทจะลดลงแม้ราคาหุ้นไม่เปลี่ยน กองทุนบางกองป้องกันความเสี่ยงบางส่วน เช่น ทำ Hedge ราว 80% ของเงินลงทุน ควรอ่านนโยบายนี้ในหนังสือชี้ชวน
ลักษณะเฉพาะของตลาดเวียดนาม
- นักลงทุนรายย่อยในประเทศมีสัดส่วนการซื้อขายสูง ราคาจึงเคลื่อนไหวแรงตามอารมณ์ตลาด
- หุ้นบางกลุ่ม เช่น ธนาคารและอสังหาริมทรัพย์ มีน้ำหนักมากในดัชนี ทำให้ผลตอบแทนกระจุกตัว
- หุ้นยอดนิยมหลายตัวมีเพดานการถือครองของต่างชาติ (Foreign Ownership Limit) ทำให้กองทุนต่างชาติบางครั้งซื้อเพิ่มไม่ได้
- นโยบายรัฐ เช่น การควบคุมสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ เปลี่ยนเร็วและกระทบตลาดแรง
ปัจจัยบวกที่เพิ่งเกิดขึ้น การยกระดับตลาด
FTSE Russell ยืนยันเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ว่าเวียดนามผ่านเกณฑ์และได้รับการยกระดับจากตลาดชายขอบ (Frontier Market) เป็นตลาดเกิดใหม่ระดับรอง (Secondary Emerging Market) มีผลตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2569 (ประกาศของ LSEG) เงินจากกองทุนดัชนีทั่วโลกจะทยอยเข้าเป็นหลายระยะจนถึงปี 2570 (VIOD) แต่การยกระดับไม่ได้รับประกันว่าราคาหุ้นจะขึ้น และตลาดมักสะท้อนข่าวนี้ล่วงหน้าไปบางส่วนแล้ว
เทียบความเสี่ยงกับอินเดีย
อินเดียเป็นตลาดใหญ่และสภาพคล่องสูงกว่า แต่มีความเสี่ยงด้านระดับราคาที่มักสูงกว่าตลาดเกิดใหม่อื่น ค่าเงินรูปีมีแนวโน้มอ่อนค่าในระยะยาว และนักลงทุนต่างชาติไหลเข้าออกแรงได้ ทั้งสองตลาดจึงจัดเป็นกองทุนความเสี่ยงสูง ระดับ 6 ตามการจัดระดับความเสี่ยงกองทุนรวม
ซื้อกองทุนเวียดนาม ผ่านแอป Streaming Fund ตัวไหนเด่น
แอปที่หลายคนเรียกว่า Streaming Fund ปัจจุบันใช้ชื่อ Streaming Fund+ พัฒนาโดย Settrade ในกลุ่มตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จุดเด่นคือเปิดบัญชีเดียวกับตัวแทนขาย (Selling Agent) ที่ให้บริการ แล้วซื้อขายกองทุนได้มากกว่า 22 บลจ. ในแอปเดียว (Settrade) ไม่ต้องเปิดบัญชีแยกกับทุก บลจ.
ขั้นตอนซื้อกองทุนเวียดนามผ่าน Streaming Fund+
- ดาวน์โหลดแอป Streaming Fund+ จาก App Store หรือ Google Play
- เลือกเปิดบัญชีกองทุนกับโบรกเกอร์หรือ บลจ. ที่เป็นตัวแทนขายในรายชื่อของ Settrade ถ้ามีบัญชีหุ้นผ่านแอป Streaming อยู่แล้ว ใช้ชื่อผู้ใช้เดิมได้เมื่อโบรกเกอร์เพิ่มบัญชีกองทุนให้
- ทำแบบประเมินความเสี่ยงให้ผ่านระดับที่ลงทุนกองทุนหุ้นต่างประเทศได้
- ค้นหาด้วยคำว่า เวียดนาม หรือชื่อย่อกองทุน แล้วเปิดดูหนังสือชี้ชวนและข้อมูลกองทุน
- ส่งคำสั่งซื้อครั้งเดียว หรือตั้งแผนลงทุนสม่ำเสมอ (DCA) รายเดือน
ตัวไหนเด่น ดูจาก 5 เกณฑ์นี้แทนการดูผลตอบแทนอย่างเดียว
|
เกณฑ์ |
ควรดูอะไร |
|---|---|
|
ผลตอบแทนเทียบดัชนีชี้วัด |
กองทุนชนะหรือแพ้ดัชนีอย่างสม่ำเสมอแค่ไหนในหลายช่วงเวลา ไม่ใช่แค่ 1 ปี |
|
ค่าธรรมเนียมรวม (TER) |
ยิ่งต่ำยิ่งดี เมื่อกลยุทธ์ใกล้เคียงกัน |
|
นโยบายป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน |
ป้องกันเต็มที่ บางส่วน หรือไม่ป้องกันเลย |
|
กองทุนหลักและผู้จัดการ |
ลงทุนตรงหรือผ่านกองทุนหลักต่างประเทศ และผู้จัดการมีประวัติในตลาดเวียดนามนานแค่ไหน |
|
ขนาดกองทุน |
กองทุนขนาดเล็กมากมีความเสี่ยงถูกปิดหรือควบรวม |
จากกราฟในหัวข้อเปรียบเทียบผลตอบแทน จะเห็นว่ากองทุนเวียดนามแต่ละกองให้ผลตอบแทนต่างกันมากในช่วงเดียวกัน การเลือกกองทุนจึงสำคัญพอๆ กับการเลือกประเทศ
เรื่องที่มือใหม่มักพลาด
- กองทุนต่างประเทศมีเวลาตัดรอบคำสั่งซื้อขายเร็วกว่ากองทุนไทย คำสั่งหลังเวลาตัดรอบจะได้ราคาวันทำการถัดไป
- เงินค่าขายคืนกองทุนต่างประเทศใช้เวลาหลายวันทำการกว่าจะเข้าบัญชี ไม่ควรใช้เงินที่อาจต้องเบิกด่วน
- วันหยุดของตลาดเวียดนามหรือตลาดของกองทุนหลักมีผลต่อวันที่ซื้อขายได้
จัดพอร์ตลงทุนตลาดเกิดใหม่ กองทุนอินเดีย ถือยาวกี่ปี
กองทุนตลาดเกิดใหม่เหมาะเป็นส่วนเสริมของพอร์ต ไม่ใช่แกนหลัก แนวคิดที่นิยมใช้คือ Core and Satellite แกนหลัก (Core) เป็นสินทรัพย์ที่กระจายความเสี่ยงกว้าง เช่น กองทุนหุ้นโลก ตราสารหนี้ และหุ้นไทย ส่วนเสริม (Satellite) เป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตสูงแต่ผันผวน เช่น อินเดียและเวียดนาม
ตัวอย่างสัดส่วนตามระดับความเสี่ยงที่รับได้
ตัวอย่างต่อไปนี้ใช้อธิบายแนวคิด ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล
|
ผู้ลงทุน |
สัดส่วนตลาดเกิดใหม่ในพอร์ตหุ้น |
แบ่งอินเดียต่อเวียดนาม |
|---|---|---|
|
รับความเสี่ยงได้ปานกลาง |
ไม่เกินราว 10% |
ถือเฉพาะอินเดีย หรือ อินเดียมากกว่าเวียดนาม |
|
รับความเสี่ยงได้สูง ถือยาวได้ |
ราว 15% ถึง 20% |
อินเดียราวสองส่วน เวียดนามราวหนึ่งส่วน |
|
อยากลองตลาดใหม่ด้วยเงินจำนวนน้อย |
เริ่มจากเงินที่ขาดทุนได้โดยไม่กระทบชีวิต |
DCA ทั้งสองตลาดเท่ากันในจำนวนน้อย |
เหตุผลที่หลายคนให้อินเดียมากกว่าเวียดนาม คือตลาดอินเดียใหญ่และสภาพคล่องสูงกว่า ส่วนเวียดนามผันผวนกว่าและผลตอบแทนระหว่างกองทุนต่างกันมาก
ถือยาวกี่ปีถึงเหมาะสม
กองทุนหุ้นตลาดเกิดใหม่ควรถืออย่างน้อย 5 ถึง 7 ปีขึ้นไป เพราะวัฏจักรขาขึ้นและขาลงแต่ละรอบกินเวลาหลายปี ข้อมูลกองทุนอินเดียช่วงปลายปี 2569 เป็นตัวอย่างที่ชัด หลายกองติดลบในกรอบ 1 ปีและ 3 ปี แต่เมื่อมองกรอบ 10 ปี กองทุนอย่าง K-INDIA-A(D) และ K-INDX ยังมีผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีเป็นบวก ตามข้อมูลของ WealthMagik คนที่ขายตอนตลาดลงหนักมักเสียโอกาสช่วงฟื้นตัว
วิธีดูแลพอร์ตระหว่างถือ
- ลงทุนแบบ DCA รายเดือน เพื่อเฉลี่ยต้นทุนและลดความเสี่ยงจากการเข้าผิดจังหวะ
- ปรับสมดุลพอร์ต (Rebalance) ปีละครั้ง ถ้าสัดส่วนตลาดเกิดใหม่โตเกินแผน ให้ขายบางส่วนไปเติมแกนหลัก ถ้าลดลงมากให้เติมกลับ
- ทบทวนกองทุนที่ถือเมื่อผลตอบแทนแพ้ดัชนีต่อเนื่องหลายปี หรือค่าธรรมเนียมสูงกว่ากองทุนนโยบายเดียวกันมาก
- พิจารณาสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น กองทุนรุ่น RMF หรือกองทุนรวมเพื่อการออม (Super Savings Fund หรือ SSF) หากเข้ากับแผนเกษียณและเงื่อนไขการถือ
คำถามที่พบบ่อย กองทุนอินเดีย หรือ เวียดนาม ดีกว่ากัน
กองทุนอินเดีย หรือ เวียดนาม ดีกว่ากัน สำหรับมือใหม่
สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่คุ้นกับความผันผวน กองทุนอินเดียมักเหมาะเป็นจุดเริ่มต้นมากกว่า เพราะตลาดใหญ่และสภาพคล่องสูงกว่า ส่วนกองทุนเวียดนามเหมาะกับคนที่รับความผันผวนสูงได้และถือยาวพอ ทั้งสองแบบควรเป็นสัดส่วนเล็กของพอร์ต
ตอนนี้ผลตอบแทนติดลบ ควรรอหรือเริ่มเลย
ไม่มีใครจับจังหวะตลาดได้แม่นยำ วิธีที่ลดความเสี่ยงเรื่องจังหวะคือทยอยลงทุนแบบ DCA เป็นเวลาหลายปี แทนการลงเงินก้อนเดียว
การยกระดับตลาดเวียดนามทำให้หุ้นขึ้นแน่ไหม
ไม่แน่ การยกระดับทำให้เงินจากกองทุนดัชนีทั่วโลกทยอยไหลเข้า แต่ราคาหุ้นขึ้นกับกำไรบริษัท เศรษฐกิจ และกระแสเงินทุนโดยรวมด้วย ตลาดมักสะท้อนข่าวนี้ล่วงหน้าไปบางส่วนแล้ว
กองทุนดัชนีหรือกองทุนแอคทีฟ แบบไหนดีกว่า
กองทุนดัชนีค่าธรรมเนียมต่ำและได้ผลตอบแทนใกล้ตลาด กองทุนแอคทีฟมีโอกาสชนะหรือแพ้ตลาด ข้อมูลช่วงที่ผ่านมาของกองทุนเวียดนามแสดงว่ากองทุนแอคทีฟหลายกองตามดัชนีไม่ทัน จึงควรเปรียบเทียบผลตอบแทนเทียบดัชนีหลายช่วงเวลาก่อนเลือก
ต้องเสียภาษีกำไรจากกองทุนต่างประเทศที่ซื้อผ่าน บลจ. ไทยไหม
กำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุนกองทุนรวมที่จดทะเบียนในไทยของบุคคลธรรมดาได้รับยกเว้นภาษี ส่วนเงินปันผลจากกองทุนชนิดจ่ายปันผลจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ควรตรวจสอบกับ กรมสรรพากร หากมีกรณีเฉพาะ
เช็กลิสต์ก่อนลงทุนกองทุนอินเดียหรือเวียดนาม
- กำหนดสัดส่วนตลาดเกิดใหม่ในพอร์ตไว้ล่วงหน้า
- เปรียบเทียบผลตอบแทนเทียบดัชนีอย่างน้อย 3 ช่วงเวลา
- อ่านค่าธรรมเนียมรวม (TER) และนโยบายป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน
- ตรวจเวลาตัดรอบคำสั่งและระยะเวลารับเงินค่าขายคืน
- ตั้งแผน DCA และวันทบทวนพอร์ตปีละครั้ง
- พร้อมถืออย่างน้อย 5 ถึง 7 ปี โดยไม่ต้องใช้เงินก้อนนี้
บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนเฉพาะบุคคล ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
อ่านเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลภายนอก
- Fund Factsheet K-VIETNAM-SSF โดย บลจ.กสิกรไทย
- ผลการทบทวนการจัดประเภทตลาด มีนาคม 2569 โดย FTSE Russell
- แนะนำแอป Streaming Fund+ โดย Settrade
- ข้อมูลผลตอบแทนกองทุน โดย WealthMagik
- สำนักงาน ก.ล.ต.
กองทุนอินเดีย, กองทุนเวียดนาม, กองทุนรวมหุ้นอินเดีย, กองทุนรวมหุ้นเวียดนาม, ตลาดเกิดใหม่, Emerging Markets, ค่าธรรมเนียมกองทุน, Streaming Fund, จัดพอร์ตลงทุน, กองทุนต่างประเทศ, ดัชนี Nifty 50, ดัชนี VN-Index
อรุโณทัย แสงทอง บรรณาธิการเว็บไซต์ Bkklovehoro.com เริ่มต้นจากจุดที่ยากลำบากที่สุดจุดหนึ่งในชีวิต เมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตหนี้สินรุมเร้าและการบริหารเงินที่ผิดพลาดจนเกือบเอาตัวไม่รอด ด้วยความมุ่งมั่นที่จะหาทางออก จึงใช้เวลาศึกษา ค้นคว้า และลงมือปฏิบัติจริงเพื่อเจรจาประนอมหนี้ ปรับโครงสร้างการเงิน และฟื้นฟูเครดิตบูโรด้วยตนเองจนกระทั่งหลุดพ้นจากวงจรหนี้ได้สำเร็จ จากบทเรียนราคาแพงในอดีตและประสบการณ์กว่า 10 ปี ควบคู่กับความรู้จากการศึกษาการเงินการลงทุน จนได้รวบรวมองค์ความรู้และเทคนิคภาคปฏิบัติที่ผ่านการลองผิดลองถูกมาถ่ายทอดผ่านเว็บไซต์ เพื่อเป็นเข็มทิศให้กับผู้คนที่กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนปลดหนี้ การจัดสรรงบประมาณในยามวิกฤต ไปจนถึงการเริ่มต้นก้าวเข้าสู่โลกของการลงทุนจากเงินก้อนเล็กๆ
ติดต่องาน
Bkklovehoro@gmail.com
https://www.facebook.com/bkklovehoro
https://www.youtube.com/channel/Bkklovehoro
https://www.tiktok.com/@bkklovehoro